
CEMS คืออะไร? ทำไมถึงเป็นข้อบังคับในโรงงานอุตสาหกรรม
ระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) คือระบบตรวจวัดมลพิษจากปล่องแบบ “ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง” โดยใช้สำหรับวัดค่าก๊าซ เช่น NOx, SO₂, CO, CO₂, O₂ รวมถึงฝุ่น (Dust) และพารามิเตอร์อื่น ๆ
ในประเทศไทย ระบบ CEMS ถูกกำหนดให้ติดตั้งในโรงงานบางประเภท เช่น:
- โรงไฟฟ้า
- โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- โรงงานที่มีการปล่อยมลพิษสูง
👉 โดยข้อมูลจาก CEMS จะต้องถูกส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย



ราคาของ CEMS เท่าไหร่? (คำตอบที่เจ้าของโรงงานต้องรู้)
“ราคาของ CEMS” เป็นคำถามแรกที่เจ้าของโรงงานหรือวิศวกรมักถามก่อนตัดสินใจติดตั้ง
แต่ความจริงคือ…
👉 CEMS ไม่ใช่แค่ค่าอุปกรณ์ แต่คือ ‘การลงทุนเพื่อให้ผ่านกฎหมาย’
โดยราคาของ CEMS โดยประมาณ:
🔹 ระบบขนาดเล็ก: 1.5 – 5 ล้านบาท
🔹 ระบบมาตรฐาน: 5 – 12 ล้านบาท
🔹 ระบบโรงไฟฟ้า / ขนาดใหญ่: 10 ล้านบาทขึ้นไป
⚠️ อย่างไรก็ตาม ราคาที่ “ถูก” ไม่ได้แปลว่า “ผ่านกฎหมาย” เสมอไป
CEMS หนึ่งระบบประกอบด้วยอะไรบ้าง? (ทำไมราคาถึงสูง)
หลายคนเข้าใจว่า CEMS คือ “เครื่องวัดตัวเดียว”
แต่จริง ๆ แล้ว 1 ระบบ ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วน เช่น:
- Sampling Probe (อุปกรณ์เก็บตัวอย่างจากปล่อง)
- Heated Sampling Line (ท่อส่งตัวอย่างแบบควบคุมอุณหภูมิ)
- Gas Analyzer (เครื่องวิเคราะห์ก๊าซ)
- Dust Analyzer (เครื่องวัดฝุ่น)
- Sample Conditioning System
- Data Acquisition System (DAS)
- Calibration System
- Shelter / Analyzer Room
👉 ดังนั้น ราคาของ CEMS จึงเป็น “System Cost” ไม่ใช่ “เครื่องเดียวจบ”

ทำไมบางบริษัทเสนอราคาถูกกว่ามาก?
❌ ระบบราคาถูก
- ไม่รองรับมาตรฐานจริง
- ไม่มีระบบ QA/QC
- ไม่สามารถทำ RATA ได้
- ไม่มีอะไหล่ / Service support
👉 ผลลัพธ์:
- ใช้งานไม่ได้จริง
- ไม่ผ่านการตรวจ
- ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ
ระบบที่คุ้มค่า (Professional Grade)
- รองรับมาตรฐานสากล
- มีระบบ Calibration ครบ
- รองรับการทำ RATA
- มีทีม Service ในประเทศ
👉 ผลลัพธ์คือ
- ผ่านการตรวจตั้งแต่ครั้งแรก
- ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว
- ระบบเสถียร
5 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาของ CEMS
1) ประเภทระบบ (Extractive vs In-situ)
- Extractive: แม่นยำสูง ราคาสูง (นิยมในโรงงานใหญ่)
- In-situ แบบ Point/Probe: ราคาย่อมเยา ติดตั้งง่าย (แต่คุณภาพและความแม่นยำสู้ Extractive ไม่ได้)
- In-situ แบบ Path: แม่นยำสูง ราคาสูงกว่า Extractive
2) จำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องวัด
ราคาจะขึ้นอยู่กับพารามิเตอร์ที่ต้องตรวจวัด เช่น NOx, SO₂, CO, CO₂, O₂, Dust, Flow, Temperature → ราคาจะเพิ่มขึ้น
3) มาตรฐานและคุณภาพของเครื่องตรวจวัด
- เครื่องตรวจวัดที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ผ่านข้อกำหนด U.S.EPA* แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
- ไม่มีการทดสอบและรับรองโดย TÜV** → ราคาจะปานกลาง
- ผ่านการทดสอบและรับรองโดย TÜV** → ราคาจะสูง
- เครื่องตรวจวัดที่ไม่ผ่านข้อกำหนด U.S.EPA* และไม่ผ่านการทดสอบและรับรองจาก TÜV** หรือหน่วยงานมาตรฐานใดๆ เลย → ราคาจะถูกมาก
4) ลักษณะหน้างาน
- ความสูงปล่อง: หากสูงมาก ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มสูงขึ้น เช่น ต้องใช้ เครน / ลิฟต์ / โรยตัว (rope access) ในการติดตั้ง เพิ่มค่า โครงสร้าง Platform และ Ladder ใช้เวลาทำงานนานขึ้น (มีผลต่อค่าแรง) มีค่า Safety สูง เช่น อุปกรณ์กันตก
- ปล่องที่มีไอน้ำสูง: เรียกว่าเป็น Wet Stack ลักษณะปล่องแบบนี้ไม่สามารถจะใช้เครื่องวัดประเภทใดๆ เช่น Extractive ชนิด Dry หรือ In-situ ทุกประเภทตรวจวัดได้ ต้องใช้ระบบเฉพาะ เช่น ใช้ระบบ Hot Wet สำหรับตรวจวัดก๊าซ ใช้การดึงตัวอย่างฝุ่นออกมาโดยใช้ Heated line ก่อนใช้เครื่องวิเคราะห์ฝุ่นตรวจวัดภายนอก เป็นต้น
- สภาพตัวก๊าซมีฝุ่นปริมาณที่สูง: ต้องมีระบบ Blowback หรือ Air Purge เพื่อไล่ฝุ่นออกไป
- ห้องเครื่องวิเคราะห์ (Analyzer Room): จะต้องมีขนาดและพื้นที่ที่เพียงพอต่อติดตั้งเครื่องมือและสะดวกในการปฏิบัติงาน (โดยปกติ เครื่องวิเคราะห์จะถูกติดตั้งในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 25°C และมีความชื้นไม่ควรเกิน 60% เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องวิเคราะห์ รวมถึงอาจทำให้การตรวจวัดมีค่าไม่เสถียรได้)
- ระบบไฟฟ้า: ควรแยกออกมาจากระบบอื่นของโรงงาน ควรมีอุปกรณ์ควบคุมให้แรงดันคงที่ (Stabilizer) ควรมีระบบสำรองไฟ (UPS) ที่เพียงพอต่อการใช้งานของระบบ ต้องมีระบบกราวด์ และระบบควบคุมป่องกันไฟฟ้าให้ครบสมบูรณ์ทั้งระบบ
- ระบบ Instrument Air: ระบบ CEMS จำเป็นต้องมี Instrument Air สำหรับใช้ purge air เป่า Probe/Filter และในบางระบบใช้สำหรับ Calibration ดังนั้นคุณภาพของ Instrument Air จึงมีความสำคัญ โดยทั่วไปควรมี Dew point อยู่ที่ -20°C เป็นอย่างน้อย ถ้า -40°C ได้ยิ่งดี โดยมี Pressure อยู่ที่ประมาณ 5-7 bar
หน้างานเป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาพอสมควร โรงงานอุตสาหกรรมควรลงทุนสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมกับระบบของโรงงานมากที่สุด เพื่อให้ระบบ CEMS สามารถทำงานได้อย่างยาวนาน
5) บริการเสริมและการรับประกัน
หนึ่งในปัจจัยที่หลายองค์กร “มองข้าม” แต่กลับส่งผลต่อราคาของระบบ CEMS อย่างมีนัยสำคัญ คือ บริการเสริม (After-sales service) และ เงื่อนไขการรับประกัน (Warranty) ซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดว่าโครงการของคุณจะ “คุ้มค่าในระยะยาว” หรือ “กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด”
✅ บริการเสริม (After-sales Service)
บริการเสริมไม่ได้เป็นเพียง “ของแถม” แต่คือหัวใจของการใช้งานระบบ CEMS ให้มีเสถียรภาพและสอดคล้องตามข้อกำหนดของหน่วยงาน เช่นการรายงานข้อมูลต่อ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
บริการที่มักรวมอยู่หรือเสนอเพิ่มเติม เช่น:
- การติดตั้งและ Commissioning โดยผู้เชี่ยวชาญ
- การอบรมการใช้งาน (Training) สำหรับเจ้าหน้าที่
- บริการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance – PM)
- การสอบเทียบ (Calibration) และตรวจสอบความถูกต้อง
- ระบบ Remote Support / Online Monitoring
- บริการเข้าหน้างานฉุกเฉิน (On-site service)
💡 มุมมองเชิงบวก:
การเลือกผู้ให้บริการที่มีบริการครบวงจร อาจทำให้ราคาสูงขึ้นในตอนแรก แต่ช่วยให้ระบบทำงานได้ “ต่อเนื่อง เสถียร และลด Downtime” ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงในการถูกปรับหรือไม่ผ่านเกณฑ์
⚠️ มุมมองความเสี่ยง:
หากเลือกผู้ขายที่ราคาถูกแต่ “ไม่มีบริการรองรับ” อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลัง เช่น ค่าเรียกช่าง ค่าอะไหล่ หรือค่า downtime ที่อาจสูงกว่าราคาที่ประหยัดได้หลายเท่า
🛡️ การรับประกัน (Warranty)
การรับประกันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อน “ความมั่นใจของผู้ผลิต” และ “ความเสี่ยงของผู้ใช้งาน”
สิ่งที่ควรพิจารณาในเงื่อนไขการรับประกัน:
- ระยะเวลาการรับประกัน (เช่น 1 ปี / 2 ปี)
- ครอบคลุมเฉพาะตัวเครื่อง หรือรวมอะไหล่และค่าแรง
- เงื่อนไขการเคลม (Response time, SLA)
- มีเครื่องสำรอง (Spare unit) ระหว่างซ่อมหรือไม่
💡 มุมมองเชิงบวก:
ระบบที่มีการรับประกันที่ชัดเจนและครอบคลุม ช่วยให้คุณ “ควบคุมต้นทุนได้” และสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว
⚠️ มุมมองความเสี่ยง:
ระบบที่มีราคาถูกแต่การรับประกันจำกัด อาจทำให้คุณต้อง “รับภาระค่าใช้จ่ายเอง” เมื่อเกิดปัญหา เช่น Sensor เสีย, Analyzer ผิดพลาด หรือระบบหยุดทำงาน
ค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้าม
ก่อนตัดสินใจดูราคาของ CEMS ควรรู้ว่า ยังมีค่าใช้จ่าย เช่น:
- 🔧 ค่าบำรุงรักษารายปี
- 🧪 ค่า Calibration Gas
- 📊 ค่า RATA Test
- 👨🔧 ค่า Service
👉 หากเลือกผู้ให้บริการไม่ดี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะ “บานปลาย”
วิธีเลือก CEMS ให้ “คุ้มที่สุด” ไม่ใช่ “ถูกที่สุด”
✅ เลือกระบบที่ “ผ่านกฎหมายแน่นอน”
- อย่าดูแค่ราคาเริ่มต้น
✅ เลือกทีมงานที่มีประสบการณ์จริง
- เคยติดตั้ง CEMS ในโรงงาน / โรงไฟฟ้า
- เข้าใจ Requirement ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
✅ มีบริการหลังการขายครบ
- Maintenance
- Calibration
- Calibration Drift Test
- RATA Support
👉 เพราะ CEMS ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อแล้วจบ
ทำไมลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการกับผู้เชี่ยวชาญ
ลูกค้าหลายรายที่เคยเลือก “ราคาถูก”
สุดท้ายต้องกลับมาแก้ระบบใหม่ทั้งหมด
แต่ลูกค้าที่เลือกผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่แรก จะได้:
- ✅ ระบบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก
- ✅ ลดความเสี่ยงโดนตรวจสอบแล้วไม่ผ่าน
- ✅ ใช้งานได้ระยะยาว
สรุป: ราคาของ CEMS ควรดูอะไรเป็นหลัก?
แทนที่จะถามแค่ “ราคาของ CEMS เท่าไหร่”
ควรถามว่า:
👉 “ระบบนี้ทำให้เราผ่านกฎหมายได้จริงไหม?”
FAQ
❓ ราคาของระบบ CEMS โดยทั่วไปอยู่ที่เท่าไหร่?
โดยทั่วไป ราคาของระบบ CEMS จะอยู่ประมาณ 1.5 – 5 ล้านบาทต่อปล่อง ขึ้นอยู่กับ:
- ประเภทระบบ (Extractive / In-situ / Dilution)
- จำนวนพารามิเตอร์ที่วัด (เช่น SO₂, NOx, CO, O₂, Dust, Flow, Temp, Pressure)
- แบรนด์และมาตรฐานที่รองรับ
💡 ข้อดี: เลือกระบบที่เหมาะสมจะช่วยให้ “คุ้มค่าและผ่านข้อกำหนด”
⚠️ ข้อควรระวัง: ราคาที่ถูกผิดปกติ อาจมาพร้อมความเสี่ยงเรื่อง “ความแม่นยำและความเสถียร”
❓ ทำไมราคาของ CEMS ถึงแตกต่างกันมาก?
เพราะแต่ละระบบมีรายละเอียดต่างกัน เช่น:
- เทคโนโลยีการวัด (NDIR, UV, FTIR ฯลฯ)
- คุณภาพอุปกรณ์และแบรนด์ บริการเสริม เช่น Calibration, PM
- การรับรองมาตรฐาน เช่น U.S.EPA หรือ TÜV
💡 ระบบที่ได้มาตรฐานสูง อาจราคาสูงกว่า แต่ช่วย “ลดความเสี่ยงระยะยาว” ได้ชัดเจน
❓ ราคาที่เสนอ รวมค่าติดตั้งแล้วหรือยัง?
ขึ้นอยู่กับผู้ขาย บางรายรวมแล้ว แต่บางราย “แยกราคา” เช่น:
- ค่าติดตั้ง (Installation)
- ค่าระบบ Sampling
- ค่า Commissioning
⚠️ คำแนะนำ: ควรตรวจสอบ BOQ หรือ Proposal ให้ละเอียด เพื่อเลี่ยง “งบบานปลาย”
❓ มีค่าใช้จ่ายรายปีหรือไม่?
มีแน่นอน โดยเฉพาะ:
- ค่าบำรุงรักษา (PM)
- ค่า Calibration
- ค่าอะไหล่สิ้นเปลือง (Filter, Pump, Sensor)
💡 โดยเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 5–15% ของราคาลงทุนต่อปี
⚠️ หากไม่บำรุงรักษา อาจทำให้ข้อมูล “ไม่ผ่านเกณฑ์” และเสี่ยงถูกตรวจสอบ
❓ ระบบ CEMS ราคาถูก น่าใช้หรือไม่?
ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
💡 ข้อดี: ลงทุนเริ่มต้นต่ำ
⚠️ ความเสี่ยง:
- ค่า Maintenance สูงในระยะยาว
- เครื่องไม่เสถียร
- อาจ “ไม่ผ่านข้อกำหนด” ของ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
👉 สุดท้ายอาจ “เสียมากกว่าที่ประหยัด”
❓ การรับประกันมีผลต่อราคาหรือไม่?
มีผลโดยตรง ระบบที่มี Warranty ยาวและครอบคลุม มักราคาสูงกว่าเล็กน้อย
💡 แต่ช่วยให้:
- ควบคุมต้นทุนได้
- ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
⚠️ ระบบที่ไม่มีการรับประกันที่ดี อาจทำให้คุณต้อง “จ่ายเองเต็มจำนวน” เมื่อเกิดปัญหา
❓ ต้องเลือก CEMS แบบไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด?
ไม่มีคำตอบเดียว แต่ควรพิจารณา:
- ประเภทโรงงาน / Process
- ข้อกำหนดกฎหมาย
- งบประมาณระยะยาว (TCO)
💡 แนวทางที่ดีที่สุดคือ “เลือกให้เหมาะ” ไม่ใช่ “เลือกถูกที่สุด”
❓ ต้องทำ RATA ทุกปีหรือไม่?
จำเป็น ตามข้อกำหนดของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
📌 ปรึกษาฟรี! วิเคราะห์งบประมาณ + Requirement ให้ตรงโรงงานคุณ
หากคุณกำลัง:
- วางแผนติดตั้ง CEMS
- ต้องการเปรียบเทียบราคา
- ไม่มั่นใจว่าจะเลือกแบบไหนดี
👉 ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรายินดีช่วยวิเคราะห์ให้ “ฟรี”
📞 ติดต่อเรา: 081 833 7416
📩 หรือส่งข้อมูลหน้างาน เพื่อประเมินราคาเบื้องต้น ที่ center@scimaster.com

